แบตหมดกลางทางควรทำอะไรก่อน
ถ้าแบตใกล้หมดหรือหมดกลางทาง สิ่งแรกที่ต้องทำคือชะลอรถและหาที่จอดในจุดที่ปลอดภัยก่อน อย่าฝืนขับต่อถ้ารถเริ่มไม่มีแรง เพราะเสี่ยงไปหยุดในจุดที่อันตรายกว่ามาก
จากนั้นให้ตั้งสติ เปิดไฟฉุกเฉินถ้าจำเป็น แล้วเช็กสภาพรอบรถว่ามีช่องทางให้จอดรอความช่วยเหลือได้ไหม ถ้ารถยังพอเคลื่อนตัวได้อีกนิด ให้ขยับไปที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ทำได้
ประโยคที่ตอบได้ตรงที่สุดคือ อย่าตกใจและอย่าพยายามฝืนให้รถไปต่อในที่เสี่ยง ให้หยุดในจุดปลอดภัยก่อน แล้วค่อยหาทางชาร์จหรือขอความช่วยเหลือต่อ
- ถ้าจอดได้ ให้เลือกจุดที่ไม่กีดขวางทางจราจร
- ถ้ารถยังเคลื่อนตัวได้ ให้เน้นขยับไปพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าฝืนไปให้ไกล
- ถ้ามีช่องทางช่วยเหลือในรถหรือจากผู้ให้บริการ ให้ติดต่อทันทีหลังจอด
หาสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดอย่างไร
ถ้าจะหาสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุด ให้เปิดแอป EA Anywhere แล้วใช้หน้าค้นหาสถานีเพื่อดูจุดที่อยู่ใกล้ตัวก่อน จากนั้นเช็กสถานะของสถานีในแอปว่าพร้อมใช้งานไหม เพื่อไม่ต้องเสียเวลาไปเจอจุดที่เต็มหรือใช้ไม่ได้
พอเลือกสถานีได้แล้ว ให้กดนำทางจากในแอปไปยังจุดนั้นได้เลย วิธีนี้ช่วยให้ไปถึงสถานีได้ตรงกว่า โดยเฉพาะเวลาต้องรีบหาที่ชาร์จจริงๆ
ถ้าไม่แน่ใจว่าควรเลือกสถานีไหน ให้ดูข้อมูลในแอปเป็นหลัก แล้วตรวจรายละเอียดล่าสุดจาก EA Anywhere โดยตรงอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ประโยคที่ตอบได้ตรงที่สุดคือ ใช้แอป EA Anywhere เพื่อค้นหา ดูสถานะ และนำทางไปสถานีที่ใกล้ที่สุด
- ดาวน์โหลดและเปิดแอป EA Anywhere บนโทรศัพท์
- ค้นหาสถานีที่อยู่ใกล้ตำแหน่งปัจจุบัน
- ดูสถานะว่าพร้อมใช้งานหรือไม่
- กดนำทางไปยังสถานีที่เลือก
- ตรวจข้อมูลล่าสุดจาก EA Anywhere หากต้องการความชัวร์
รถแบบไหนเข้ากับสถานีชาร์จได้
ถ้าถามว่า รถแบบไหนเข้ากับสถานีชาร์จได้ คำตอบสั้นคือ ต้องดูหัวชาร์จของรถให้ตรงกับหัวที่สถานีรองรับก่อน โดย EA Anywhere ระบุว่าเครื่องอัดประจุของเขาเหมาะกับรถที่มีปลั๊ก type 2 ตามมาตรฐานประเทศไทย ถ้ารถใช้หัวแบบนี้ก็มีโอกาสใช้งานได้ตรงกว่า แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเดาจากหน้าตาหัวชาร์จอย่างเดียว ให้เช็กคู่มือรถและข้อมูลทางการของสถานีชาร์จอีกที
อีกจุดที่ควรดูคือรถเป็น BEV หรือ PHEV และมีอุปกรณ์หรืออะแดปเตอร์อะไรที่ผู้ผลิตระบุไว้หรือไม่ เรื่องนี้สำคัญกว่าการเดาว่าเสียบได้ไหมจากชื่อรุ่น เพราะความเข้ากันได้จริงขึ้นอยู่กับมาตรฐานหัวชาร์จและข้อกำหนดของรถคันนั้นเอง ประโยคที่ตอบได้ตรงที่สุดคือ ให้ตรวจว่ารถรองรับ type 2 ตามที่สถานีระบุหรือไม่ แล้วค่อยไปชาร์จ
- ถ้าไม่แน่ใจ ให้เปิดคู่มือรถก่อน
- เช็กข้อมูลสถานีจากแหล่งทางการของ EA Anywhere
- ดูว่ารถของตัวเองระบุหัวชาร์จแบบไหนไว้
ถ้าไม่รู้ว่ารถไปต่อได้อีกแค่ไหนให้ดูอะไร
ถ้าไม่แน่ใจว่ารถยังไปต่อได้อีกแค่ไหน ให้ดูข้อมูลที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ก่อนเป็นหลัก โดยเฉพาะช่วงระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จและความจุแบตเตอรี่ของรุ่นนั้นๆ ข้อมูลที่มีตอนนี้บอกได้แค่ว่า ช่วงระยะทางที่ผู้ผลิตแจ้งอยู่ในช่วง 268 ถึง 860 กิโลเมตร และรุ่นที่มีข้อมูลความจุแบตเตอรี่ส่วนใหญ่มีอยู่ครบ 104 จาก 106 รุ่น
เวลาจะประเมินสถานการณ์จริง อย่าดูแค่ตัวเลขเดียว ให้ดูทั้งระยะทางที่เคยวิ่งได้ตามสเปกและขนาดแบตเตอรี่ของรถรุ่นเดียวกัน เพราะสองอย่างนี้ช่วยบอกภาพรวมได้ดีกว่า ถ้ารถของคุณอยู่ในกลุ่มที่แบตเล็กกว่า ก็ต้องเผื่อใจเรื่องการหาที่ชาร์จให้มากขึ้น ส่วนรุ่นที่มีแบตใหญ่กว่าก็ยังต้องเช็กจากหน้าปัดรถและคู่มือของรุ่นนั้นอยู่ดี
ถ้าอยากเทียบให้เห็นชัด ให้เปิดข้อมูลรุ่นรถจากแหล่งทางการแล้วดูว่ารุ่นนั้นอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับรุ่นที่มีแบตเตอรี่ 26.7 kWh, 71.8 kWh และ 118 kWh ซึ่งเป็นค่าที่มีข้อมูลยืนยันอยู่ตอนนี้ ประโยคที่ตอบได้ตรงที่สุดคือ ถ้าไม่รู้ว่ารถไปต่อได้อีกแค่ไหน ให้ยึดข้อมูลจากผู้ผลิตและข้อมูลรถคันนั้นจริงๆ ไม่ควรเดาจากความรู้สึกหรือเทียบกับรถคันอื่นแบบคร่าวๆ
- ถ้าหน้าปัดรถมีข้อมูลระยะทางคงเหลือ ให้ใช้ร่วมกับคู่มือและสเปกรถรุ่นนั้น
- ถ้าข้อมูลรุ่นรถไม่ครบ ให้ตรวจแหล่งทางการของผู้ผลิตก่อนตัดสินใจ
| รายการ | ข้อมูลที่ยืนยันได้ |
|---|---|
| ช่วงระยะทางที่ผู้ผลิตแจ้ง | 268 ถึง 860 กิโลเมตร |
| ความจุแบตเตอรี่ต่ำสุดที่มีข้อมูล | 26.7 kWh |
| ความจุแบตเตอรี่กึ่งกลางของตลาด | 71.8 kWh |
| ความจุแบตเตอรี่สูงสุดที่มีข้อมูล | 118 kWh |
| จำนวนรุ่นที่มีข้อมูลความจุแบตเตอรี่ | 104 จาก 106 รุ่น |
ควรรู้อะไรเรื่องความช่วยเหลือและการเตรียมตัวล่วงหน้า
เรื่องที่ควรเตรียมก่อนออกเดินทางคือเช็กสถานะแบตให้พอสำหรับเส้นทางที่ตั้งใจไป และรู้ไว้ล่วงหน้าว่าจะชาร์จที่ไหนถ้าต้องแวะกลางทาง ถ้าเป็นรถที่ยังไม่คุ้นกับการใช้งานสถานี ควรดูคู่มือรถกับข้อมูลทางการของสถานีชาร์จก่อนเดินทางเสมอ เพื่อไม่ต้องมาเสี่ยงเอาหน้างาน
ถ้าเกิดเหตุจริง ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือตามช่องทางที่มีอยู่ในรถและกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องก่อน แล้วใช้แอป EA Anywhere ช่วยหาสถานีที่เหมาะกับรถของตัวเองอีกครั้ง ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารองรับกันไหม ให้ตรวจข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการของสถานีและคู่มือรถโดยตรง ประโยคที่ตอบได้ชัดคือ ควรเตรียมข้อมูลรถและช่องทางติดต่อไว้ก่อนออกเดินทาง จะได้ขอความช่วยเหลือได้เร็วเมื่อแบตมีปัญหากลางทาง
ตรวจข้อมูลล่าสุดจากแอป EA Anywhere และคู่มือรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
