การชาร์จ

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ และรถเราใช้แบบไหน

สรุปหัวชาร์จรถไฟฟ้าที่ใช้จริงในไทยแบบเข้าใจง่าย แยก AC กับ DC และบอกวิธีเช็กว่ารถของเราใช้หัวแบบไหน พร้อมจุดที่ควรดูจากข้อมูลรถและสถานีชาร์จ

ZEEKR 7X ภาพจากผู้ผลิต
ภาพ ZEEKR Thailand

คำตอบสั้น

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ รถเราใช้แบบไหน

ถ้าพูดแบบสั้นที่สุด ตอนนี้หัวชาร์จรถไฟฟ้าที่ใช้จริงในไทยหลักๆ มี 2 แบบคือ Type 2 สำหรับ AC และ CCS2 สำหรับ DC ส่วนรถของเราจะใช้แบบไหน ต้องดูจากสเปกรถและหัวที่สถานีรองรับตรงกันเป็นหลัก ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เช็กจากคู่มือรถหรือหน้าข้อมูลของผู้ผลิตก่อนออกเดินทาง

หัวชาร์จรถไฟฟ้าคืออะไร และทำไมต้องรู้ก่อนใช้

หัวชาร์จรถไฟฟ้าคือจุดเชื่อมระหว่างรถกับสถานีชาร์จ ทำหน้าที่ส่งไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ของรถ ไม่ใช่แค่สายเสียบธรรมดา เพราะหัวแต่ละแบบถูกออกแบบมาให้คุยกับรถและรับการชาร์จได้ต่างกัน ถ้าเลือกไม่ตรง รถก็เสียบไม่ได้ หรือชาร์จไม่ขึ้นตั้งแต่แรก

เจ้าของรถต้องรู้เรื่องนี้ก่อนใช้จริง เพราะมันช่วยให้เลือกสถานีได้ถูก ไม่ต้องเสียเวลาไปถึงแล้วค่อยรู้ว่าใช้ไม่ได้ เรื่องนี้สำคัญมากเวลาจะออกเดินทางหรือวางแผนชาร์จนอกบ้าน ถ้ายังไม่แน่ใจ วิธีที่ปลอดภัยสุดคือดูจากสเปกรถ คู่มือรถ หรือข้อมูลจากผู้ผลิตก่อนทุกครั้ง

ในไทยมีหัวชาร์จหลักแบบไหนบ้าง

ในไทย ถ้าดูแบบใช้งานจริง หัวชาร์จหลักที่เจอบ่อยตามข้อมูลอ้างอิงมีอยู่ 2 มาตรฐานคือ Type 2 และ CCS2 เท่านั้น เรื่องนี้สำคัญเพราะมันเป็นตัวกำหนดว่ารถจะเสียบกับสถานีไหนได้บ้าง ไม่ใช่แค่เห็นหัวเหมือนกันแล้วจะใช้ได้ทันที

Type 2 ใช้กับการชาร์จแบบ AC เป็นหัวที่คนใช้รถไฟฟ้าในไทยเจอบ่อยกับการชาร์จประจำวัน ส่วน CCS2 เป็นหัวที่ใช้กับการชาร์จแบบ DC และมักเป็นหัวที่ต้องดูให้ตรงเวลาจะไปชาร์จเร็วที่สถานีสาธารณะ ถ้าจะจำให้สั้นกว่านั้น ให้จำว่า AC ดู Type 2 และ DC ดู CCS2

สรุปคือ ถ้าถามว่าหัวชาร์จรถไฟฟ้าในไทยมีกี่แบบจากข้อมูลที่ยืนยันได้ คำตอบคือหลักๆ มี 2 แบบ และรถแต่ละคันจะใช้ได้แบบไหนต้องเช็กจากสเปกรถของตัวเองกับหัวที่สถานีรองรับให้ตรงกันก่อนเสมอ

  • ถ้าใช้ชาร์จประจำวัน ให้ดูว่าเป็น Type 2
  • ถ้าจะชาร์จแบบ DC ให้ดูว่าเป็น CCS2
  • ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เช็กคู่มือรถหรือหน้าข้อมูลของผู้ผลิตก่อนออกไปชาร์จ

รถแบบไหนมักใช้ Type 2 และแบบไหนมักใช้ CCS2

ถ้าถามแบบใช้งานจริง รถที่มีพอร์ตชาร์จรองรับ Type 2 มักเป็นรถที่เอาไว้ชาร์จแบบ AC เป็นหลัก ส่วนรถที่รองรับ CCS2 จะเป็นรถที่ใช้กับการชาร์จแบบ DC ได้ด้วย เวลาจะรู้ว่ารถตัวเองอยู่ฝั่งไหน ให้ดูจากสเปกรถหรือหน้าข้อมูลของผู้ผลิตเป็นหลัก อย่าเดาจากหน้าตาหัวเสียบอย่างเดียว เพราะรถบางคันรองรับมากกว่าหนึ่งแบบ และบางคันก็รองรับไม่เหมือนกันตามรุ่นย่อย

รถที่เห็นในตลาดไทยอย่าง XPENG X9, AVATR 07, ZEEKR 7X, BMW iX3, IM5, IM6, Lotus Eletre และ Lotus Emeya เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพว่ารถไฟฟ้าแต่ละคันอาจรองรับการชาร์จต่างกันได้จริง แต่ถ้าจะฟันธงว่าคันไหนใช้หัวไหน ต้องเช็กข้อมูลของรถคันนั้นโดยตรงจากสเปกหรือคู่มือรถ การดูชื่อรุ่นอย่างเดียวไม่พอสำหรับตัดสินใจเรื่องหัวชาร์จ

สรุปสั้นๆ คือ Type 2 เอาไว้ดูว่ารถชาร์จ AC ได้ไหม ส่วน CCS2 เอาไว้ดูว่ารถชาร์จ DC ได้ไหม ถ้าไม่แน่ใจ ให้เปิดสเปกรถของตัวเองก่อน แล้วค่อยเทียบกับหัวที่สถานีมีให้บริการ

  • เช็กหัวชาร์จที่รถรองรับจากสเปกรถหรือคู่มือ
  • ดูว่ารถคันนั้นรองรับ AC, DC หรือทั้งสองแบบ
  • เทียบกับหัวที่สถานีมีให้บริการก่อนออกเดินทาง

ดูจากรถจริงในตลาดไทยแล้วควรสังเกตอะไร

ถ้าจะดูรถจริงในตลาดไทย สิ่งที่ควรสังเกตคือรถคันนั้นรองรับการชาร์จ DC หรือไม่ และพอร์ตที่รถใช้ตรงกับหัวที่สถานีมีหรือเปล่า เพราะต่อให้รถดูคล้ายกัน รายละเอียดตรงนี้อาจไม่เหมือนกันตามรุ่นย่อย ถ้าอยากเห็นภาพชัด ลองดูรุ่นที่มีข้อมูลอ้างถึงอย่าง XPENG X9, AVATR 07, ZEEKR 7X, BMW iX3, IM5, IM6, Lotus Eletre และ Lotus Emeya แล้วเทียบจากสเปกรถของตัวเองเป็นหลัก

รถบางรุ่นในกลุ่มนี้มีข้อมูลว่ารองรับ DC ตั้งแต่ระดับสูง และมีรุ่นที่พบกำลังชาร์จ DC สูงสุดในข้อมูลอ้างอิงอยู่ที่ XPENG X9 แต่จุดสำคัญไม่ใช่จำตัวเลขให้ได้หมด จุดสำคัญคือรถของเรารองรับหัวแบบไหน และสถานีที่ไปมีหัวตรงกับรถหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัวร์ ให้เปิดหน้าข้อมูลของผู้ผลิตหรือคู่มือรถก่อนออกไปชาร์จ จะได้ไม่เสียเที่ยว

  • ดูว่ารถรองรับ DC หรือไม่
  • เช็กว่าพอร์ตของรถตรงกับหัวสถานีหรือเปล่า
  • อ้างอิงสเปกรถหรือคู่มือรถก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างรถที่อ้างถึงได้เพื่อใช้ดูภาพรวม
รุ่นราคาเริ่มต้นระยะทาง
XPENG X92,599,000 บาท715 กม.
AVATR 071,659,000 บาท575 กม.
ZEEKR 7X1,399,000 บาท730 กม.
BMW iX33,459,000 บาท805 กม.
IM51,549,900 บาท860 กม.
IM61,399,900 บาท750 กม.
Lotus Eletre5,399,000 บาท600 กม.
Lotus Emeya4,999,000 บาท580 กม.

วิธีเช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าไปชาร์จ

วิธีเช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าไปชาร์จคือเริ่มจากดูสเปกรถของตัวเองก่อนว่าใช้หัวแบบไหน และรองรับการชาร์จแบบใด จากนั้นค่อยดูข้อมูลของสถานีว่ามีหัวตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ตรงกัน ต่อให้สถานีอยู่ใกล้แค่ไหนก็เสียเวลาเปล่า รถบางคันดูเหมือนใช้ได้หลายแบบ แต่รายละเอียดจริงต้องยึดตามคู่มือรถหรือหน้าข้อมูลของผู้ผลิตเป็นหลัก

ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้เช็กชื่อหัวชาร์จในหน้าข้อมูลสถานีให้ตรงกับพอร์ตของรถก่อนออกเดินทาง แล้วค่อยยืนยันอีกครั้งว่าจุดนั้นรองรับการใช้งานที่ต้องการหรือไม่ ถ้าเป็นสถานีที่มีหลายหัว ให้ดูให้ครบว่าหัวที่รถใช้ได้อยู่ในตู้เดียวกันหรือแยกคนละจุด เพราะจุดที่มีไฟไม่ได้แปลว่าจะเสียบได้ทุกคัน

เรื่องนี้ช่วยลดปัญหาที่เจอบ่อยมาก คือไปถึงแล้วเสียบไม่ได้หรือรอผิดหัว ถ้าอยากให้ชัวร์จริง ให้เปิดคู่มือรถ ดูข้อมูลจากผู้ผลิต และตรวจสอบชื่อหัวชาร์จของสถานีก่อนทุกครั้ง นี่คือวิธีที่ตรงสุดสำหรับคนใช้รถจริง

  • ดูสเปกรถก่อนว่ารองรับหัวชาร์จแบบไหน
  • เช็กข้อมูลสถานีว่ามีหัวตรงกับรถหรือไม่
  • ยืนยันจากคู่มือรถหรือหน้าข้อมูลของผู้ผลิตถ้ายังไม่แน่ใจ
ตัวอย่างรุ่นรถที่อ้างถึงได้สำหรับใช้เทียบข้อมูลรถของตัวเอง
รุ่นรถราคาเริ่มต้นระยะทาง
XPENG X92,599,000 บาท715 กม.
AVATR 071,659,000 บาท575 กม.
ZEEKR 7X1,399,000 บาท730 กม.
BMW iX33,459,000 บาท805 กม.
IM51,549,900 บาท860 กม.
IM61,399,900 บาท750 กม.
Lotus Eletre5,399,000 บาท600 กม.
Lotus Emeya4,999,000 บาท580 กม.

คำถามที่พบบ่อย

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบในไทย
จากข้อมูลอ้างอิงที่ให้มา ในไทยหลักๆ มี 2 แบบคือ Type 2 และ CCS2
รถเราใช้หัวชาร์จแบบไหน
ต้องดูจากสเปกรถ คู่มือรถ หรือข้อมูลจากผู้ผลิต เพราะแต่ละรุ่นรองรับไม่เหมือนกัน
Type 2 กับ CCS2 ต่างกันยังไง
Type 2 ใช้กับการชาร์จ AC ส่วน CCS2 เป็นหัวที่ใช้กับการชาร์จ DC ในสถานีชาร์จสาธารณะ
ถ้ารถรองรับ DC แปลว่าใช้หัวชาร์จได้ทุกสถานีไหม
ไม่เสมอไป ต้องดูว่ารถกับสถานีใช้หัวชนิดเดียวกันและรองรับกันจริงหรือไม่
ควรเช็กอะไรบ้างก่อนชาร์จครั้งแรก
ควรเช็กหัวชาร์จที่รถรองรับ หัวที่สถานีมีให้ และข้อมูลยืนยันจากคู่มือหรือแหล่งทางการของรถ

แหล่งข้อมูลและวิธีตรวจ

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลในแคตตาล็อกที่ตรวจแล้ว และแหล่งอ้างอิงต่อไปนี้ ตัวเลขราคาและสเปกรถให้ยึดตามหน้ารุ่นซึ่งระบุที่มาของแต่ละค่าไว้

หลักการตรวจแหล่งข้อมูล