ค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านคิดจากอะไร
ค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านคิดจากไฟที่ใช้จริงตอนเสียบชาร์จเป็นหลัก แล้วเอาไปคูณกับอัตราค่าไฟของบ้านในพื้นที่นั้น ๆ พูดง่าย ๆ คือรถกินไฟเท่าไหร่ บิลก็ขยับตามเท่านั้น แต่รายละเอียดจริงยังแกว่งได้ตามความจุแบตเตอรี่ พฤติกรรมการชาร์จ และอัตราค่าไฟที่ใช้อยู่ในบ้านนั้น
ถ้าชาร์จบ่อยหรือชาร์จเต็มเป็นประจำ บิลค่าไฟก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามการใช้ไฟของรถคันนั้น ไม่ได้มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน เพราะแต่ละบ้านใช้ไฟพื้นฐานไม่เท่ากันอยู่แล้ว
ถ้าอยากประเมินให้ใกล้เคียงที่สุด ต้องดูไฟที่รถใช้ต่อครั้งจากข้อมูลของรถคันที่สนใจ แล้วเอาไปเทียบกับอัตราค่าไฟบ้านของพื้นที่จริง วิธีนี้ตรงกว่าเดาจากความรู้สึก และช่วยเห็นภาพว่าค่าไฟจากการชาร์จจะไปเพิ่มบิลบ้านแค่ไหน
- ยังไม่มีตัวเลขตายตัวจากข้อมูลที่ให้มา
- ควรเช็กอัตราค่าไฟบ้านกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ก่อนประเมิน
ความจุแบตเตอรี่มีผลกับบิลมากแค่ไหน
ความจุแบตเตอรี่ช่วยบอกได้คร่าว ๆ ว่ารถคันนั้นจะดึงไฟจากบ้านมากน้อยแค่ไหน เพราะแบตที่ใหญ่กว่ามักต้องใช้ไฟเติมกลับมากกว่าเวลาชาร์จเต็ม แต่ไม่ได้แปลว่าบิลจะพุ่งตามขนาดแบตแบบตรง ๆ ทุกครั้ง ยังมีเรื่องรอบการชาร์จและพฤติกรรมการเสียบชาร์จเข้ามาเกี่ยวด้วย
ช่วงความจุแบตเตอรี่ที่ให้มาคือ 26.7 ถึง 118 kWh ซึ่งพอใช้เป็นกรอบประเมินภาระค่าไฟได้ดีในระดับหนึ่ง ถ้ารถอยู่ฝั่งล่างของช่วงนี้ ภาระไฟที่บ้านก็มีแนวโน้มเบากว่า ส่วนรถที่อยู่ฝั่งบนของช่วงก็ต้องเผื่อบิลไว้มากกว่าเป็นธรรมดา
ถ้าอยากเทียบแบบไม่เดา ให้ดูว่ารถคันที่สนใจอยู่ตรงไหนในช่วงความจุนี้ แล้วเอาไปประกอบกับพฤติกรรมชาร์จของบ้านเอง เช่น ชาร์จบ่อยแค่ไหน ชาร์จเต็มหรือชาร์จเติมระหว่างวัน แค่นี้ก็พอเห็นภาพว่าค่าไฟจะเพิ่มมากหรือน้อยโดยไม่ต้องคาดเอาเอง
- ถ้าแบตเล็กกว่า ภาระค่าไฟมักเบากว่า
- ถ้าแบตใหญ่กว่า ควรเผื่อบิลสูงกว่า
- การชาร์จบ่อยหรือชาร์จเต็มเป็นประจำทำให้ภาระไฟมากขึ้น
บ้านแต่ละพื้นที่ต้องเช็กกับ PEA หรือ MEA อะไรบ้าง
ถ้าบ้านอยู่ในเขตบริการของ PEA หรือ MEA ควรเช็กกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ก่อนเสมอ เพราะเรื่องค่าไฟบ้านและการขอใช้ไฟต้องยึดตามผู้ให้บริการในพื้นที่นั้นจริง ๆ ถ้าอยากรู้ว่าควรถามอะไร ให้ดูเรื่องอัตราค่าไฟบ้าน วิธีรับบิล ช่องทางชำระเงิน และขั้นตอนขอคำแนะนำก่อนติดตั้งหรือเพิ่มอุปกรณ์ชาร์จ
PEA และ MEA มีบริการคนละพื้นที่ แต่หลักที่ควรถามคล้ายกัน คือบ้านพร้อมรับโหลดจากการชาร์จหรือไม่ ต้องขอให้ตรวจสอบระบบไฟไหม และมีบริการด้านงานไฟฟ้าหรือสถานีอัดประจุรองรับหรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจว่าบ้านอยู่ฝั่งไหน ให้เช็กจากหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถามผิดที่
เรื่องนี้ตอบสั้น ๆ ได้เลยว่า ถ้าจะชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ให้เริ่มจากเช็กหน่วยงานไฟฟ้าที่ดูแลพื้นที่ก่อน แล้วค่อยไล่ดูเรื่องค่าไฟ การติดตั้ง และความพร้อมของระบบไฟบ้าน ไม่ควรอิงจากบ้านคนอื่น เพราะแต่ละพื้นที่ใช้หน่วยงานดูแลไม่เหมือนกัน
- เรื่องอัตราค่าไฟบ้าน
- ช่องทางรับใบแจ้งหนี้และการชำระค่าไฟ
- ขั้นตอนขอคำแนะนำก่อนติดตั้งหรือเพิ่มอุปกรณ์ชาร์จ
- การตรวจสอบความพร้อมของระบบไฟบ้าน
- บริการด้านสถานีอัดประจุหรือบริการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
เรื่องติดตั้งและดูแลระบบไฟบ้านก่อนชาร์จ
ก่อนชาร์จที่บ้าน สิ่งที่ควรดูคือระบบไฟบ้านพร้อมรับโหลดหรือยัง และควรให้หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ช่วยตรวจสอบถ้ายังไม่แน่ใจ เพราะทั้ง PEA และ MEA มีบริการที่เกี่ยวกับงานระบบไฟฟ้าและการขอคำแนะนำก่อนใช้งานจริง
จากข้อมูลที่มี PEA มีบริการตรวจสอบระบบไฟฟ้า ออกใบรับรอง ตรวจหาจุดร้อน จุดสัมผัสทางไฟฟ้า รวมถึงตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร ส่วน MEA มีบริการและข้อมูลด้านไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ในพื้นที่ของตนเองเช่นกัน ถ้าจะติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จ ควรถามให้ชัดว่าบ้านต้องปรับอะไรเพิ่มบ้าง และมีขั้นตอนขอใช้บริการอย่างไร
พูดตรง ๆ คืออย่าชาร์จแบบเดาเอาว่าบ้านไหว ถ้ายังไม่เคยเช็กระบบไฟมาก่อนให้ติดต่อหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่เพื่อประเมินความพร้อมก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องไฟบ้านและทำให้รู้ว่าต้องดูแลจุดไหนเป็นพิเศษ
- PEA และ MEA เป็นจุดเริ่มต้นที่ควรเช็กเรื่องความพร้อมของระบบไฟบ้าน
- ควรถามเรื่องการตรวจสอบระบบไฟ การออกใบรับรอง และการบำรุงรักษา
- ถ้าจะติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จ ให้ถามขั้นตอนและบริการที่เกี่ยวข้องก่อน
วิธีประเมินค่าไฟรายเดือนแบบไม่เดา
วิธีประเมินค่าไฟรายเดือนที่ไม่เดาคือเริ่มจากดูการใช้ไฟของรถคันที่สนใจจากแหล่งข้อมูลของรถคันนั้น แล้วเอาไปเทียบกับอัตราค่าไฟบ้านที่ใช้อยู่จริง ไม่ต้องกะเอาจากความรู้สึก เพราะรถแต่ละคันกินไฟไม่เท่ากัน และพฤติกรรมชาร์จก็ทำให้บิลแกว่งได้ ถ้ายังไม่มีข้อมูลการใช้ไฟที่ยืนยันได้จากรถรุ่นนั้น ควรหยุดไว้ก่อนและเช็กกับแหล่งข้อมูลทางการหรือผู้จำหน่ายโดยตรง
ถ้าอยากให้ใกล้เคียงขึ้น ให้ดูร่วมกันสามเรื่อง คือความจุแบตเตอรี่ การชาร์จบ่อยแค่ไหน และบ้านอยู่ในเขตบริการของหน่วยงานไหน จากนั้นค่อยคำนวณแบบคร่าว ๆ ตามการใช้งานจริงของบ้านตัวเอง ไม่ควรหยิบตัวเลขจากรถคนอื่นมาแทน เพราะสภาพการใช้งานไม่เหมือนกัน
สรุปสั้น ๆ คือประเมินได้ แต่ต้องประเมินจากข้อมูลจริงของรถและบ้านคันนั้น ไม่ใช่เดาเอา ถ้าข้อมูลยังไม่พอ ให้เช็กอัตราค่าไฟบ้านกับการไฟฟ้าที่ดูแลพื้นที่ และดูรายละเอียดการใช้ไฟของรถคันที่สนใจเป็นรายกรณี
